การฟังอย่างลึกซึ้ง


วิธาน ฐานะวุฑฒ์
    



             
             
             
              ผมคิดว่าปัญหาหลักในสังคมปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจาก "การไม่ฟังกัน" ในทุกระดับ ภายในตัวบุคคลนั้นเอง-แต่ละคนไม่ฟังเสียงจากภายใน ไม่ฟังเสียงจากหัวใจ ภายในครอบครัว-พ่อไม่ฟังลูก ลูกไม่ฟังแม่ แม่ไม่ฟังพ่อ ฯลฯ ภายในชุมชน-ภายในประเทศ-ภายในโลก-ไม่ค่อยมีใครฟังกัน
             โลกในปัจจุบันล้ำหน้าไปด้วยเทคโนโลยีระดับสูงมาก อย่าว่าแต่การพูดคุยโทรศัพท์กันข้ามทวีปเลย เดี๋ยวนี้สามารถพูดคุยกันข้ามโลก ข้ามดวงดาวกันได้แล้ว แต่เหลือเชื่อที่คนในสังคมเดียวกันพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง แม้แต่กินลึกไปถึงระดับคนในครอบครัวเดียวกันก็พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง พูดคุยกันไม่เข้าใจ อาจจะเรียกได้ว่าสังคมในปัจจุบันนี้การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์นั้นล้มเหลวโดยเกือบจะสิ้นเชิง เป็นเพราะมนุษย์เหล่านั้นไม่ค่อยหรือไม่เคยได้ฝึกในเรื่องของ "การฟังอย่างลึกซึ้ง" ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
             ถ้าอยากจะช่วยกันทำให้ปัญหาสังคมเหล่านี้ดีขึ้น คงจะต้องหันกลับมาเรื่องพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของมนุษย์อย่างหนึ่ง นั่นก็คือฝึกเรื่องการฟัง
             พวกเรามีแต่ชมรมฝึกการพูดมากมาย พูดอย่างไรให้เก่ง พูดอย่างไรให้มีคนฟังมาก พูดอย่างไรให้เป็น….เทวดา….ฯลฯ แต่ผมกลับไม่เห็นมีการตั้ง "ชมรมฝึกการฟัง" กันเลย
             ผมเองเป็นคนขี้อายมาก ทุกครั้งที่จะต้องพูดต้องแสดงความเห็นในที่ประชุมหรือที่สาธารณะก็จะสั่นและลำดับความคิดไม่ได้ทุกครั้ง ผมเคยมีความปรารถนาอย่างหนึ่งว่าอยากจะฝึกพูด เพื่อเป็นการพัฒนาส่วนที่เป็นส่วนด้อยของตัวเอง โชคดีที่ผมไม่มีโอกาสได้ไปฝึกพูด แต่ประสบการณ์การทำงานเรื่องสุขภาพองค์รวมที่อจ.วิศิษฐ์ วังวิญญูได้นำเรื่อง "การฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง" มาใช้ เหลือเชื่อครับที่การฝึกการฟังกลับทำให้ผมสามารถพูดได้เก่งมากขึ้น ประหม่าน้อยลงมาก ที่สำคัญคือสามารถลำดับความคิดอย่างเป็นระบบ แบบที่ไม่มีในตำราหรือสาระบบของการฝึกพูดเลย
             ต้นแบบของเรื่องนี้ที่อจ.วิศิษฐ์ นำมาเสนอก็คือเรื่อง Dialogue ของเดวิด โบห์ม
             เดวิด โบห์ม นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากคนหนึ่ง เป็นทายาทคนสำคัญของไอน์สไตน์ ได้คิดค้นกรรมวิธีขึ้นมาวิธีหนึ่งที่เขาเรียกว่า "Dialogue" ที่เมื่อนำแปลเป็นภาษาไทย เราก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะใช้คำว่า "การสนทนา" แต่ที่จริงจะแปลจากรากศัพท์ได้ว่า "การส่งผ่านความคิด" การสนทนาแบบเดวิด โบห์ม ที่ว่านี้มีลักษณะพิเศษกว่าการสนทนาที่มาจากคำว่า "Conversation" ที่เป็นการพูดคุยกันธรรมดา (ลมฟ้าอากาศและนินทาชาวบ้าน) Dialogue ยังมีลักษณะที่ไม่เหมือนและพิเศษไปกว่าการสนทนาแบบที่คนสมัยใหม่ชอบมากและยังใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่เรียกว่า "Discussion" เพราะคำว่า Discussion นี้แปลว่าทำให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เราจึงเห็นเสมอๆ ในปัจจุบันว่าในการประชุมขององค์กรต่างๆ พอประชุมเลิก องค์กรก็เลยแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ตามไปด้วย
             เพราะการสนทนาแบบเดวิด โบห์มที่ว่านี้ให้ความสำคัญยิ่งกับเรื่องของ "การฟัง" ถือว่าการฟังอย่างลึกซึ้งอย่างตั้งใจเป็นแกนหลักของการสนทนา องค์ประกอบสำคัญอีกข้อหนึ่งในการสนทนาแบบนี้ก็คือ การไม่ตัดสินความคิดที่คนอื่นพูดออกมาว่าถูกหรือผิด เพียงแค่ "ฟังอย่างตั้งใจ" แล้วปล่อยให้ความคิดไหลผ่านสมองไปแบบไม่ตัดสิน
             เดวิด โบห์ม เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง (ค.ศ.1993) และเขากับพวกได้ใช้กระบวนการเรื่องการสนทนาแบบที่เรียกว่า "Dialogue" นี้เพื่อขบวนการเรียนรู้ของเขาจนถึงช่วงท้ายๆ ของชีวิตเลยทีเดียว ความพิเศษของการสนทนาแบบนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเข้าสู่กระบวนการฟัง จะเป็นการเหนี่ยวนำให้สมาชิกของกลุ่มเข้าสู่ "สุขสภาวะ" หรือ "มณฑลแห่งพลัง" ด้วย ซึ่งสภาวะนี้จะทำให้เกิดสภาวะที่มีฮอร์โมนด้านบวกหลั่งดังที่ผมได้กล่าวถึงเสมอๆ อยู่แล้ว การฟังอย่างลึกซึ้งยังทำให้เกิดความสงบนิ่ง หลุดพ้นไปจากการขัดแย้ง การตัดสิน และการยึดถือความคิดของตัวเอง นำไปสู่ความเป็นอิสระ ซึ่งเป็นสภาวะมีนัยสำคัญอย่างหนึ่งนั่นคือ เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ตัดสินก็ย่อมนำไปสู่ "สภาวะเปิด" ซึ่งย่อมจะเป็นสภาวะที่เกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด เหมือนกับที่คำสอนของเซ็นที่บอกว่า ถ้าไม่ทำตัวเป็นชาล้นถ้วยก็ย่อมจะเปิดรับการเรียนรู้ได้อีกมาก คนไข้หลายคนที่ได้เคยเข้าร่วมกระบวนการนี้บอกว่า เขารู้สึกดีมากๆ เพราะไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้จะมีคนที่ตั้งใจฟังมากมาฟังเขาพูดขนาดนี้มาก่อน ปัจจุบันมีหนังสือเกี่ยวกับการสนทนาแบบ Dialogue นี้เป็นจำนวนมาก การฝึกอบรมด้วยกระบวนการแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถลดความขัดแย้งในองค์กรต่างๆ ได้จริง มีการดัดแปลงเทคนิคแตกหน่อออกไปเป็นหลายแบบซึ่งที่จริงแล้วต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่น่าเสียดายอยู่บ้างก็คือมีบางเล่มที่ผมดูๆ แล้วเป็นสร้างความยุ่งยากสับสนมากเกินไป จนเสียความเรียบง่ายของต้นแบบ (แต่ก็ต้องเปิดใจเพราะการทำแบบนั้นอาจจะเหมาะกับคนบางกลุ่มที่ต้องการความซับซ้อนเพื่อความน่าเชื่อถือ) แต่ที่ผมคิดว่าไม่ค่อยสวยก็คือบางเล่มมีการสงวนลิขสิทธิ์เทคนิคของตัวเองกันวุ่นวายตามสไตล์ตะวันตก ทั้งๆ ที่ต่างก็นำมาจากต้นแบบของโบห์มทั้งสิ้น ที่เหลือเชื่อไปกว่านั้นก็คือ "การสนทนาแบบเดวิด โบห์ม" ที่ว่านี้ช่างละม้ายและคล้ายคลึงกันกับความเป็น "สังฆะ" ในพุทธศาสนาแบบแยกไม่ออก ทั้งในรูปแบบ กฎ กติกา มารยาท และเนื้อหาสาระสำคัญที่เน้นเรื่องการฟังอย่างลึกซึ้ง หรือการฟังอย่างตั้งใจเมื่อผู้อื่นพูด ผมอยากจะถามเล่นๆ ตรงนี้ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ พุทธศาสนาจะฟ้องเรียกการละเมิดลิขสิทธิ์บ้างจะดีมั้ย ? ฮา โดยสรุปแล้ว การฟังอย่างลึกซึ้งเป็นวิธีการง่ายๆ วิธีการหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เป็นไปด้วยดี ทั้งยังเป็นกระบวนการที่พัฒนามนุษย์แต่ละคนให้มีความ "ลึกซึ้งและเรียนรู้" ได้มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญพวกเราได้ลองลงมือปฏิบัติกันบ้างหรือยัง ลองมาช่วยกันตั้งชมรมฝึกฟังกันบ้างดีมั้ยครับ?
             
       นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ หัวใจใหม่ ชีวิตใหม่ เชียงราย drwithan@hotmail.com
       จากคอลัมน์ จับจิตด้วยใจ นสพ มติชน

           




สมัครเป็นสมาชิก "จดหมายข่าวชาวพุทธ" วันนี้
เราจะส่งเทคนิคหรือเคล็ดลับดี ๆ มาถึงMail box ของท่านเป็นประจำทุกสัปดาห์
อาทิ วิธีคิดพิชิตเซ็งสร้างสุข , เทคนิคอ่านหนังสือให้จำแม่น ,วิธีหายใจอย่างมีความสุข, เคล็ดลับทำให้อุปสรรคกลายเป็นยากำลัง , รักอย่างไรให้สมหวัง, ศิลปะการใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข , positive thinking แบบพุทธ , วิธีสอนลูกอย่างสร้างสรรค์ , ขำขันชาวพุทธ ฯลฯ และ ข่าวดีอื่นๆ อีกมากมาย
เชิญสมัคร จดหมายข่าวชาวพุทธ ฟรี ! ครับผู้เขียน
เชิญกรอกE-mail address

(กรอกอีเมล์ของท่าน-เลือกช่อง "สมัครสมาชิก"- กดปุ่ม Submit)




สมัครสมาชิก
ยกเลิกสมาชิก









[an error occurred while processing this directive]